ขณะนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัว และวิตกกังวลกับภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นทุกขณะ หลายประเทศต้องเผชิญกับปัญหาความแปรปรวนของอากาศอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาล
อย่างที่อเมริกา อยู่ๆก็เกิดพายุพัดรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ประเทศจีนน้ำท่วมรุนแรงบ่อยมาก ดินถล่ม บ้านเรือนจมน้ำ หนูหนีตายนับร้อยนับพันตัว ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก บางประเทศอากาศร้อนถึง 50 องศา ประชาชนเสียชีวิตนับพันคน และในบางประเทศไม่เคยมีหิมะตกมาเป็นร้อยปีแล้ว อยู่ๆก็มีหิมะตกลงมาอย่างหนัก ถึงกับจัดงานฉลองกันยกใหญ่
ความวิปริตแปรปรวนของโลกที่เกิดขึ้นนี้ นักวิทยาศาตร์ นักสิ่งแวดล้อม และนักภูมิศาสตร์ทั้งหลายให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวาง และต่างให้ความเห็นเป็นข้อสรุปที่ตรงกันว่า“ สาเหตุที่โลกร้อน เป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ”
มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ชาญฉลาด รู้จักดัดแปลงธรรมชาติ และรู้จักประดิษฐ์สิ่งต่างๆขึ้นมาตอบสนองความต้องการของตนเอง นำมาใช้เพื่อความสะดวกสบายของตนเอง ลงทุนวิจัยค้นคว้าพัฒนา เพื่อการดำรงชีวิตและต่อยอดขยายไปในเชิงธุรกิจกันอย่างมโหฬาร แล้วก็ประสบความสำเร็จ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ หลงใหล คลั่งใคล้ในความศิวิไลซ์ของตนเอง สร้างทฤษฎีปลุกเร้าคนรุ่นใหม่ให้เดินเข้าไปสู่วิทยาการและเทคโลโลยีอันเลิศหรู แข่งขันกันใช้ทรัพยากรกันอย่างบ้าคลั่ง สร้างกฏกติกา แบ่งแยกกันต่างๆนานา ข้อตกลงต่างๆในโลกเกิดขึ้นอย่างมากมาย อันเป็นสาเหตุมาจากการแย่งชิงผลประโยชน์กันทั้งสิ้น เป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด
กล่าวคือ แย่งกัน กีดกันกัน แล้วก็ตกลงกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็หาสาเหตุให้เกิดความชอบธรรม ยกกองกำลังทหารเข้าข่มขู่และห้ำหั่นกัน และในที่สุดก็ทำข้อตกลงกันอีกผมคิดใคร่ครวญดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ฟันธงได้เลยว่า มนุษย์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ฟุ้งเฟ้อกันจนเกินความจำเป็น สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดหรือกิเลสจนเกินความพอดี มุ่งหาความสุขส่วนตัวจนเกินขอบเขต เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ที่พอเพียง ไม่พยายามแสวงหาดุลยภาพในการดำรงชีวิต มุ่งแสวงหากำไร เก็งกำไร จนกลายเป็นการเอาเปรียบ และเบียดเบียนผู้ด้อยโอกาส กอบโกยทรัพยากร เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจจนได้รับผลกระทบกับโลกและประชากรโลก รวมถึงสัตว์ต่างๆอย่างน่าอนาถใจ
ที่เขียนขึ้นมาทั้งหมดนี้ มิใช่เป็นการมองโลกในแง่ร้าย หรือบ่นเพราะความไม่สมหวังอะไรทั้งสิ้น แค่อยากจะบอกว่า ความวุ่นวายทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ หรือการเมืองก็ตาม ล้วนแต่มาจากสาเหตุของความไม่รู้จักพอเพียงแต่เรื่องที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ก็คือมนุษย์ทั้งหลายที่กลับไม่รู้ตัวเองเลยว่า เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์โลก เบียดเบียนธรรมชาติ ทำให้โลกขาดความสมดุล แถมยังเพ้อเจ้อตลอดเวลาว่ามนุษย์คือผู้สร้างสรรค์ กว่าจะรู้ตัวว่ามนุษย์ก็คือผู้ทำลายนั่นแหล่ะ
ปัจจุบันเสียงร้องเริ่มดังขึ้น ขอให้หยุดทำร้ายโลก และหันมาช่วยกันชดเชยกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลายลงไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชาติไหนจะสำเร็จ เพราะประเทศที่เจริญแล้วไม่ยอมให้ความร่วมมือ
ขนาดเราบอกว่า เราจะใช้เศรษฐกิจพอเพียง มันยังไม่เข้าใจเลย กลุ้มครับ …
test by IT
เนื้อหาน่าสนใจมากค่ะ
เขียนบ่อยๆนะคะ
จะติดตามอ่านค่ะ
เห็นด้วยกับท่าน ผอ ภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติจากธรรมชาติก็น่ากลัวพออยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกับความร้อนของใจคน คงต้องหาทางดับร้อน..ดับทุกข์ที่ใจกันก่อนแล้วล่ะ…
ลดภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะภายในหอการค้าฯ ของเรา ง่ายนิดเดียว
เพียง ช่วยกันปิดไฟ-แอร์ เมื่อเวลาไม่ใช้งาน (พักเที่ยง , หลังเลิกงาน) หรือหากต้องขึ้น-ลง ภายในอาคาร เพียง 1 – 2 ชั้น ก็มาใช้บันไดกันดีกว่า แค่นี้ก็น่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อยครับ
ข้อคิดต่างๆ อ่านแล้วสร้างสรรด์ดีครับ ขอให้ช่วยกันทำอย่างต่อเนื่อง และช่วยเขียนชื่อผู้อำนวยการบริหารให้ถูกต้องด้วยครับ
- ขอนั่งกลุ้มเป็นเพื่อนด้วยคนนะคะ เฮ้อ! -
- โลกจะร้อนเพียงไร ขอใจเราเย็นเป็นพอกั๊บ -
วิธีการแก้โลกร้อน ฉบับฝรั่งสั่งให้ทำ ผมอ่านเจอในนิตยสารTIME Magazine ฉบับวันที่ 9 เมษายน 2007 ได้ลงหน้าปกว่า Global Warming Survivor Guideหรือ คู่มือเอาชีวิตรอด จาก ภาวะโลกร้อน ซึ่งมีบทความเกี่ยวกับ 51 วิธี แก้ปัญหา โลกร้อน ที่พวกเราสามารถทำได้ เห็นว่าน่าสนใจ เลยเอามาฝาก สัก 9 อย่าง เพราะเลข 9 เป็นเลขมงคล ลองทำดูนะ
1. ใช้พลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล์ เอธานอล ให้มากขึ้น
2. ลดการใช้ พลังงาน ในบ้าน (การใช้ไฟฟ้าในที่พักอาศัย มีส่วนทำให้เกิด ก๊าซเรือนกระจก ถึง 16% )
3. เปลี่ยนหลอดไฟ หลอดไฟแบบขด compact fluorescent lightbulb (CFL) จะใช้ไฟเพียง 1 ใน 4 ของปกติ
4. การเปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่า และประหยัดไฟฟ้ากว่าหลอดปกติ 40 %
5. ในอเมริกา ได้มีการรณรงค์ให้เก็บ ภาษีคาร์บอน จากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงราว 5%
6. บ้านหลังใหญ่ กินไฟกว่า การอยู่บ้านหลังใหญ่เกินความจำเป็น ส่งผลให้มีการใช้พลังงานมากกว่าที่ต้องการได้
7. ไม่ซักผ้าในน้ำอุ่น ตากผ้า แทนที่จะใช้เครื่องอบผ้า ผลการวิจัยบอกว่า ตลอดอายุการใช้งานของเสื้อ 1 ตัวจะปล่อย CO2 จากการซัก รีด อบแห้ง ประมาณตัวละ 9 ปอนด์
8. รีไซเคิลเสื้อ ในบางบริษัท มีการรับบริจาคเสื้อที่ใช้แล้ว จะนำไปหลอมมาทำเป็นเส้นใยใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 71%
9. สร้างตึกสีเขียว ในการก่อสร้าง บางตึกจะผสมคอนกรีต เข้ากับ slug (ของเสียที่ได้จากเหมือง) ซึ่งจะทำให้แข็งแรงขึ้น ลดการใช้พลังงานได้มากขึ้น
สงสัยหอการค้าไทย ต้องทาสีเขียงมั๊ยนี่…..
ความจริงเรื่องโลกร้อน
ภาวะโลกร้อน หรือสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง กำลังบอกเราว่า ไม่มีสัญญาณว่าโลกจะเย็นขึ้นแต่อย่างใด นี่คือความจริงที่ว่า ทำไมมันถึงเกิดขึ้น อะไรคือสาเหตุ และมีผลกระทบกับโลกนี้อย่างไร โลกกำลังแสดงสัญญาณหลายอย่างว่า ภาวะอากาศ กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
•อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.8 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ปี 1880 และส่วนมากเพิ่มขึ้นในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อมูลของสถาบันวิจัยอวกาศกอดดาร์ดส์แห่งนาซา
•อัตราการเพิ่มของอุณหภูมิกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 2 ทศวรรษในศตวรรษที่ 20 มีปีที่ร้อนที่สุด ในรอบ 400 ปี และเป็นไปได้ว่าที่สุดในรอบ 1000 ปี จากข้อมูลของ IPCC ระบุว่า ใน 12 ปีที่ผ่านมา มี 11 ปีเป็นปีที่ร้อนที่สุดตั้งแต่ปี 1850
•อาร์กติกได้รับผลกระทบมากที่สุด อุณหภูมิเฉลี่ยในอลาสกา แคนาดาตะวันตก และรัสเซียตะวันออก เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานของ multinational Arctic Climate Impact Assessment ช่วงปี 2000-2004
•น้ำแข็งในอาร์กติก กำลังละลายอย่างรวดเร็ว และอาจไม่มีน้ำแข็งอีกเลย ในฤดูร้อน ปี 2040 หรือเร็วกว่า ชาวพื้นเมืองและหมีขั้วโลกก็กำลังเผชิญกับภัยนี้เช่นกัน
•ธารน้ำแข็ง และหิมะบนภูเขา ได้ละลายอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งชาติมอนทาน่า ปัจจุบันเหลือเพียง 27 ธารน้ำแข็งจาก 150 เมื่อปี 1910
ปะการัง ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากอุณหภูมิน้ำ ได้ตายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 1998 ปะการังกว่า 70% ขาวซีดในบางพื้นที่
•ภาวะอากาศแปรปรวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น คลื่นความร้อนพายุ และการเกิดไฟป่า
มนุษย์เป็นตัวการหรือ ?
จากรายงานของ IPCC มีความเป็นไปได้สูงมาก โดยรายงานนี้จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 2500 คนใน 130 ประเทศ ได้สรุปว่า มนุษย์เป็นตัวการของสาเหตุเกือบทั้งหมด ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
– การทำอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า และการปล่อยมลพิษอย่างมหาศาล ได้เพิ่มความเข้มข้นของไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนไว้ทั้งสิ้น (ดูข้อมูลเพิ่มเติมว่าโลกร้อนเกิดได้อย่างไร ที่
มนุษย์กำลังเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ มากกว่าที่ต้นไม้และมหาสมุทรสามารถรับได้
– ซึ่งก๊าซเหล่านี้จะอยู่ในบรรยากาศไปอีกนาน หมายความว่าการหยุดปล่อยก๊าซเหล่านี้ ไม่สามารถหยุดภาวะโลกร้อนได้ทันที
– ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนเกิดเป็นวัฎจักรสม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากปริมาณแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังโลก และเป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในรอบเวลานับแสนปี แต่การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาแค่เป็นร้อยปี จึงมีผลการวิจัยที่หักล้างทฤษฎีดังกล่าวออกมา
อะไรกำลังจะเกิดขึ้น ?
•รายงานของ IPCC ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาระบุว่า ในอนาคต อาจเกิดภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำ และภัยพิบัติต่อสัตว์ป่า
•ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นระหว่าง 7-23 นิ้ว ซึ่งระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 4 นิ้วก็จะเข้าท่วมเกาะ และพื้นที่จำนวนมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
•ผู้คนนับร้อยล้านที่อยู่ในระดับความสูงไม่เกิน 1 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล อาจะต้องย้ายถิ่น โดยเฉพาะในสหรัฐ รัฐฟลอริดา และหลุยส์เซียนาก็เสี่ยงเช่นกัน
•ธารน้ำแข็งละลายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อาจส่งผลต่อการขาดแคลนน้ำจืดได้
•พายุที่รุนแรง ภาวะแห้งแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า และภัยธรรมชาติต่างๆ จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น จนกลายเป็นเรื่องปกติ ทะเลทรายจะขยายตัวทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารในบางพื้นที่
•สัตว์นับล้านสปีชี่ส์ จะสูญพันธุ์ จากการไม่มีที่อยู่ ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลง และน้ำทะเลเป็นกรด
•การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทร อาจเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดยุคน้ำแข็งย่อยๆ ในยุโรป และภาวะอากาศแปรปรวนในหลายพื้นที่
•ในอนาคต เมื่อภาวะโลกร้อนอยู่ในขั้นที่ควบคุมไม่ได้ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Positive Feedback Effect ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ถูกเก็บ อยู่ในส่วนชั้นน้ำแข็งที่ไม่เคยละลาย (Permafrost) และ ใต้ทะเลออกมา หรือคาร์บอนที่ถูกน้ำแข็งกับเก็บไว้ ส่งผลให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ภาวะโลกร้อน : ผลกระทบต่อประเทศไทย
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยประเมินไว้ว่า มีสิ่งชี้ชัดในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวการณ์ขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และอุทกภัยที่ถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นในพื้นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตร โดย ระดับการรุกของน้ำเค็มจะเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40 กิโลเมตร ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อความสมดุลของน้ำจืดและน้ำเค็มในพื้นที่ นอกจากนี้ กรุงเทพฯยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งและอุทกภัย ที่จะก่อความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา ส่วนพื้นที่ชายฝั่งจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อพื้นที่ชายฝั่งแตกต่างกันไปเป็นกรณี เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งหลายแบบ เช่น พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหน้าผา อาจจะมีการยุบตัวเกิดขึ้นกับหินที่ไม่แข็งตัวพอ แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ส่วนชายหาดจากเพชรบุรีถึงสงขลาซึ่งมีลักษณะชายฝั่งที่แคบจะหายไป และชายหาดจะถูกร่นเข้ามาถึงพื้นที่ราบริมทะเล ส่วนพื้นที่ป่าชายเลนจะมีความหนาของพรรณไม้ลดลง เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะทำให้พืชตาย แอ่งน้ำเค็มลดลงและถูกแทนที่ด้วยหาดเลน ในขณะที่ปากแม่น้ำจะจมลงใต้น้ำทำให้เกิดการชะล้าง พังทลายของพื้นที่ลุ่มน้ำ โดย ทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำชายฝั่งจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นและอาจมีน้ำเค็มรุกเข้ามามากขึ้น
ตัวอย่างอื่นๆของพื้นที่ที่จะได้รับความเสียหาย คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1 เมตร พื้นที่ร้อยละ 34 ของจังหวัดจะถูกกัดกร่อนและพังทลาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและนากุ้งในบริเวณดังกล่าวด้วย
ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระเหยของน้ำทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ฝนตกมากขึ้น และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดอุทกภัย ส่วนบริเวณอื่นๆก็จะเกิดปัญหาแห้งแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยลง กล่าวคือ พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนตกชุก และเกิดอุทกภัยบ่อยครั้งขึ้น ในขณะที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเผชิญกับภัยแล้งมากขึ้น
รูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วย ทั้งพืชและสัตว์จึงต้องปรับปรุงตัวเองเข้าสู่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ลักษณะความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ระบบนิเวศทางทะเล ก็เป็นอีกระบบนิเวศหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้พืชและสัตว์ทะเลบางชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกสีทั้งในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน
ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ
การศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ในประเทศไทยมีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำลดลง (ประมาณ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนและแสงแดดที่แน่นอน รวมถึงความชื้นของดินและอุณหภูมิเฉลี่ยที่พอเหมาะด้วย สำหรับประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรจะไม่รุนแรงมาก เพราะพื้นที่ชลประทานจะได้รับการป้องกัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจจะรุนแรงในบริเวณที่ขาดน้ำอยู่แล้ว นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจเกิดขึ้นกับการทำประมง เนื่องจาก แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี อาจแห้งขอดลงในบางฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ซึ่งจะทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดของสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ และความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำแถบลุ่มแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป
เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง
จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศที่ร้อนขึ้น และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยครั้งและรุนแรง จะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้งขึ้นและไม่เป็นไปตามฤดูกาล โดยภาคใต้ของประเทศซึ่งเคยมีพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านจะเกิดพายุมากขึ้น และความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย และก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบนิเวศ
ภัยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ ภาวะภัยแล้ง เช่น ในช่วงกลางปี พ.ศ 2533 ประเทศไทยต้องประสบกับความแห้งแล้งรุนแรงจากปรากฏการณ์ เอล นินโญ่ ที่เชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ไฟป่าอาจจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นสืบเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง
ผลกระทบด้านสุขภาพ
อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของคนไทย โรคระบาดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงมากขึ้น โดยภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะน้ำท่วมทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรคบิด ท้องร่วง และอหิวาตกโรค เป็นต้น
โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และจะคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ ไข้มาลาเรีย ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ เนื่องจากการขยายพันธุ์ของยุงจะมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนขึ้นและฤดูกาลที่ไม่แน่นอน
แนวโน้มของผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และภูมิต้านทานร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในเด็กและคนชรา
ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ
ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่เพียงแต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดรุนแรง และผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย ทิ้งที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งโดยมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้ การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง ล้วนส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศมีปริมาณลดลง พื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การป้องกันในเชิงเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่มีการพัฒนาสูง อาจได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำต้องมีโครงสร้างป้องกันกระแสคลื่น ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น หรือการสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลหรือเขื่อน เพื่อป้องกันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร และการทำนาเกลือ เป็นต้น
การป้องกันดังกล่าวนั้นจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น ในพื้นที่ที่ไม่คุ้มค่าที่จะป้องกันในเชิงเศรษฐกิจจะถูกละทิ้งไป ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด เช่น การช่วยเหลือชาวนา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องย้ายไปอยู่ที่ที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำทะเลรุก เป็นต้น
ทางออกของปัญหาภาวะโลกร้อน
หากมองย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของปัญหา เราจะพบว่าสาเหตุของภาวะโลกร้อนนั้นคือการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่สุดออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นการแก้ปัญหาก็คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในระดับนานาชาติที่ระบุใน พิธีสารเกี่ยวโต (Kyoto Protocol) พิธีสารเกี่ยวโตเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ กำหนดให้มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ 5.2 เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าระดับการปล่อยก๊าซดังกล่าวของปี .พ.ศ .2533 ภายใน พ.ศ. 2555
แม้ว่าพิธีสารเกี่ยวโตไม่ได้กำหนดให้ประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศไทยจะต้องมีพันธะสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรจะคำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงต่อผลกระทบที่รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกดังที่กล่าวไว้
เรื่องง่าย ๆ ในการลดโลกร้อนในสำนักงาน เก็บมาฝาก
ผมไปสัมมนาเรื่องเกี่ยวกับ CSR ได้พบกับอาจารย์ท่านหนึ่งจาก ม.รามคำแหง (คณะเศรษฐฯ) คุยกันเรื่องโลกร้อน ท่านให้ข้อคิดที่ดีในการลดโลกร้อน เลยเอามาฝาก
คุณว่าการใช้โทรศัพท์ส่งผลอย่างไรกับภาวะโลกร้อนครับ?
ถ้าเราคิดว่าโทรศัพท์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง เราอาจตอบว่า โทรศัพท์ทำให้โลกร้อนขึ้น แต่ถ้าเราคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์ เราอาจได้คำตอบที่ต่างออกไป เวลานักเศรษฐศาสตร์คิดพวกเขาจะเปรียบเทียบทางเลือกที่มีอยู่เสมอ ถ้าเพื่อนร่วมงานของคุณออกไปทำธุระนอกออฟฟิศ แต่คุณมีเรื่องด่วนที่สุดที่จะต้องคุยกับเพื่อนร่วมงานของคุณ ถ้าโลกนี้ไม่มีโทรศัพท์มือถือคุณจะทำอย่างไร คุณก็คงต้องขับรถออกไปหาเพื่อนร่วมงานของคุณ ซึ่งจะทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้โทรศัพท์คุยกัน
ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า การใช้โทรศัพท์ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างมาก ทุกวันนี้โทรศัพท์เป็นนวัตกรรมที่มีส่วนช่วยให้เราลดปริมาณการใช้รถยนต์ลงได้อย่างมากมายมหาศาล
ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณใช้โทรศัพท์กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แบบว่า ถ้าไม่มีโทรศัพท์คุณก็คงไม่ทำ แต่เพราะมีโทรศัพท์คุณถึงได้ทำ อย่างเช่น แค่จะเรียกเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างห้องไปกินข้าวกลางวัน แทนที่คุณจะเดินไป (แค่ 10 ก้าว) คุณกลับใช้วิธีโทรมือถือเอา แบบนี้ โทรศัพท์จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้โลกร้อนขึ้นครับ
ดังนั้น การใช้โทรศัพท์มือถือแต่น้อยคือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้นนะครับถึงจะถือว่าเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อน (อย่างกะโฆษณาดีแทคเลย)
เรื่องนี้ทำให้มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นจะเกิดประโยชน์สองรูปแบบในเวลาเดียวกัน หนึ่งคือ ช่วยทำให้เกิดการประหยัดทรัพยากร (increase efficiency) เช่น แทนที่จะต้องขับรถออกไปก็ใช้วิธีโทรคุยเอา และสองคือ ช่วยทำให้เราทำอะไรที่เราอยากทำได้มากขึ้น (do more) เช่น อะไรที่ถ้าเมื่อก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีเราก็คงเลือกจะที่จะไม่ทำเพราะต้นทุนสูง แต่พอมีเทคโนโลยีแล้วต้นทุนในการทำสิ่งนั้นลดลง เราก็ทำสิ่งนั้นได้มากขึ้น เช่น สมัยก่อนไม่มีพีซี เราใช้กระดาษเก็บเอกสาร เราก็ทำเอกสารในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมีพีซีทำให้การทำเอกสารง่ายขึ้นและใช้ฮาร์ดดิสก์เก็บข้อมูลแทนกระดาษได้ เราก็เลยใช้พีซีทำเอกสารกันมากขึ้นกว่าเดิมมาก เอกสารก็เลยมีปริมาณมากกว่าเดิม ดังนั้นแทนที่พีซีจะทำให้เราใช้กระดาษกันน้อยลง (นึกว่าโรงงานกระดาษจะเจ๊งซะแล้ว) กลับกลายเป็นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า เพราะเมื่อเราทำเอกสารแล้วเราก็คงไม่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์เฉยๆ ต้องพรินท์ออกมาดูอยู่เรื่อยๆ เทคโนโลยีก็เลยทำให้มนุษย์บริโภคทรัพยากรมากขึ้นกว่าเดิมไปซะงั้น
สมาชิกหอการค้าจังหวัด ช่วยลดโลกร้อน (ข่าวหอการค้าภาคใต้)
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาหาดใหญ่ กล่าวถึง สภาวะปัญหาโลกร้อนว่า เพิ่มขึ้นทุกๆ วินาที สังเกตจากอากาศ, ฤดูกาลและอุณหภูมิ ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เป็นการเปลี่ยนไปในทาง ที่แย่
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาหาดใหญ่ มีโครงการลดปัญหาสภาวะโลกร้อน ตามนโยบายของนางวิภาดา จิตติพาณิชย์ ผู้จัดการสาขา ที่มอบหมายให้ฝ่ายจัดการของสาขา เป็นผู้นำทีมรณรงค์ ให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม เช่น เรื่องควบคุมการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งมีผลกับการลดภาวะโลกร้อน นอกเหนือจากการเข้าเป็นสมาชิก พพ. (กรมพัฒนพนักงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน) เรื่องการประหยัดพลังงานแบบมีส่วนร่วม เราต้องคิดต่อว่า จะช่วยกันแก้ไขปัญหาหรือลดสภาวะโลกร้อนอย่างไร
ปัญหาปรากฎการณ์โลกร้อน(Global warming) ไม่ใช่ปัญหาไกลตัว แต่เพื่อให้พนักงานทุกคนได้ตระหนักให้มากกว่ามันเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นๆ ทุกวัน โดยที่พนักงานทุกคนสามารถนำวิธีการคิด กลับไปใช้ที่บ้านของตนเองหรือจะบอกต่อกันคนใกล้ชิดได้
นางสาวพวงเพ็ญกล่าวต่อว่า ฝ่ายจัดการสาขา มองสภาพปัญหาการใช้พลังงาน ของห้างฯ ว่า ส่งผลต่อสภาวะโลกร้อนอย่างแน่นอน ด้วยธุรกิจที่เป็นห้างสรรพสินค้า เราหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการใช้พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวหลักของพลังงานที่เราใช้อยู่ แต่ถ้าหากเราทุกคนคิดว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงจำเป็นต้องใช้ และ ไม่หาวิธีที่จะช่วยให้ลดการใช้พลังงานกัน จะเกิดอะไรขึ้นในโลกของเรา
ดังนั้นทางห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาหาดใหญ่ ได้มีโครงการเปลี่ยนบัลลาสท์อิเลกทรอนิกส์ทั้งหมด คือเดิมที่เราใช้บัลลาสท์ แกนเหล็กธรรมดา จะต้องใช้ไฟ 10 วัตต์ ได้เปลี่ยนมาใช้บัลลาสท์อิเลกทรอนิกส์ ซึ่งไม่มีค่าสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในบั
ลลาสท์เท่ากับศูนย์ นั้นเท่ากับเราสามารถประหยัดไฟได้ 10 วัตต์ต่อหลอด ซึ่งโครงการนี้ได้จบไปแล้วเมื่อเดืือนพฤศจิกายน ปี 2549 โดยมีทีมงานของสถาบันวิศวกรรมพลังงาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ตรวจและประเมินศักยภาพประหยัดพลังงานของเซ็นทรัล สาขา หาดใหญ่
ทางห้างฯเอง ซึ่งเป็นสาขาใหญ่ มีหน่วยงาน CSR (Coporate Social Responsibility) ในส่วนของสาธารณประโยชน์ คืนกำไรสู่สังคม และมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อม การรณรงค์ 5 R คือ
1.Reduce ลดปริมาณการใช้ 2.Reuse นำกลับมาใช้ซ้ำ 3.Recycle นำไปผ่านกระบวนการเพื่อนำมาใช้ใหม่ 4.Repair นำมาซ่อมเพื่อให้ใช้งานได้ และไม่สามารถซ่อมได้แล้วถึงจะซื้อใหม่ 5.Reject ปฏิเสธการใช้(ที่ไม่จำเป็น) ซึ่งทุกสาขาในCentral ก็ได้ปฎิบัติและดำเนินการมาตลอด นางสาวพวงเพ็ญกล่าว
ในขณะที่ห้างไดอาน่า หาดใหญ่ ก็รณรงค์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนเช่นกัน โดยใช้แนวความคิด รวมพลัง หยุดโลกร้อน เป็นความคิดหลักในการดำเนินกิจกรรมตลอดปี 2550 นี้ อาทิ งานเลี้ยงสังสรรค์ ไดอาน่าปาร์ตี้ เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2550 ที่โรงเรียนกอบกาญจน์ศึกษามูลนิธิ ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ นั้น นอกจากการจัดเลี้ยงแก่ผู้บริหารและพนักงานแล้ว ยังชูแนวคิด หยุดโลกร้อนอีกด้วย
13 วิธีแก้โลกร้อนในออฟฟิส
________________________________________
ทั่วโลกกำลังรณรงค์ให้ทุกคนได้ตระหนักในอันตรายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อย่างที่ผ่านไปหมาดๆ กับ “Live Earth” คอนเสิร์ตชีวิตและโลกที่จัดพร้อมๆ กันถึง 9 เวทีทั่วโลกภายใต้การผลักดันของอดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ของสหรัฐอเมริกา
อย่ากระนั้นเลย แม้เราจะแค่ทำงานอยู่ในออฟฟิศก็สามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือในการกู้วิกฤตโลกร้อนได้ ด้วยวิธีที่คัดสรรมาที่ล้วนง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากทั้งนั้น
01. การปิดไฟและปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งานให้ติดเป็นนิสัย ก่อนจะออกไปทำธุระที่กินเวลาค่อนข้างนานข้างนอก แม้แต่ช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน หรือช่วงพักเบรคเพื่อให้สมองปลอดโปร่งก่อนกลับมาลุยงานต่อ
ถ้าพนักงาน 10 ล้านคนปิดไฟที่ไม่ใช้วันละ 30 นาที ก็เพียงพอแล้วสำหรับเก็บพลังงานดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่สำนักงานแห่งอื่นๆ อีกตั้ง 50 ล้านตารางฟุต
02. หลายคนอาจเคยได้รับจดหมายหรือแคตตาลอกขายสินค้า เพราะบังเอิญว่าไปสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตการ์ด หรือบัตรส่วนลดช็อปปิ้ง รู้หรือไม่ว่ามีการทำสำรวจจากหลายสถาบันระบุว่าครึ่งหนึ่งของจดหมายขยะมักไม่ถูกเปิดอ่านเลย
นั่นหมายความว่าต้นไม้ 62 ล้านต้นและน้ำอีก 28 พันล้านแกลลอนต้องสูญเปล่าไปกับกระบวนการผลิตกระดาษที่สูญเปล่า ทางที่ดีก่อนที่นำจดหมายขยะไปทิ้งเหมือนทุกครั้ง อย่าลืมโทรแจ้งกับบริษัทต้นทางที่ส่งจดหมายแล้วบอกว่าคุณไม่ต้องการจะรับจดหมายนี้อีกแล้ว และให้เหตุผลเก๋ๆ ไปว่าเพราะต้องการ “ลดปัญหาโลกร้อน” หรือถ้าอยากจะส่งก็ส่งมาทางอีเมล์แล้วกัน
03. กดปุ่มปิดหน้าจอมอนิเตอร์หรือจอคอมพิวเตอร์ หรือปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน ส่วนความคิดที่ว่าการใช้ภาพเคลื่อนไหว 3 มิติมาช่วยรักษาหน้าจอขณะไม่ใช้งานนั้นไม่ได้ช่วยลดปัญหาโลกร้อนเท่าไร เพราะภาพกราฟิกที่ใช้พักหน้าจอหรือสกรีนเซฟเวอร์ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าช่วยยืดอายุการใช้งานของหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้นานขึ้นเท่านั้น เอาไว้ถ้าไปไหนสัก 5 -10 นาทีแล้วจะกลับมาทำงานต่อค่อยใช้ฟังก์ชั่นดังว่าแล้วกัน
04. ใช้คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปจะประหยัดพลังงานกว่าคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป
05. หันมาใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ อันนี้ขึ้นอยู่กับความอึดของแต่ละคน เดินขึ้นลงบันไดชั้นสองชั้นก็น่าจะเพียงพอ เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานยังได้บริหารร่างกายไปด้วย
06. เอกสารภายในสำนักงาน พวกจดหมายเวียนหรือเมโมที่ไม่ค่อยเป็นทางการนัก หากจำเป็นปรินต์ก็อย่าลืมใช้กระดาศรียูส (Reuse) และเปลี่ยนโหมดปรินเตอร์ให้เป็นแบบขาวดำ ไม่ใช่ว่าเน้นนโยบายประหยัด (ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีนะจะว่าไปแล้ว) แต่การที่ปรินต์เอกสารโดยใช้หมึกขาวดำจะช่วยลดการใช้น้ำยาปรับสี ส่วนกรณีที่จะปรินต์เอกสารหลายเหมือนๆ กัน ก็เลือกใช้กระดาษที่มีสำเนา
07. ถ้าต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าออฟฟิศ เลือกชิ้นที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล
08. บางครั้งการทำงานนอกออฟฟิศ หรือบางอาชีพ เช่นนักเขียนที่บางวันไม่จำเป็นต้องเข้าที่ทำงาน แต่สามารถนั่งทำงานอยู่ในบ้านได้ก็จะช่วยลดการใช้รถใช้ถนน รวมถึงการใช้เครื่องมือสื่อสารเช่นโทรศัพท์มือถือให้เป็นประโยชน์ในกรณีที่ต้องแจ้งกับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานโดยที่ไม่ต้องเดินทางเข้าออฟฟิศ ก็จะช่วยประหยัดพลังงานได้เหมือนกัน หรือใครมุ่งมั่นสุดๆ อาจไม่ขับรถมาทำงานในบางวัน แล้วลองหันไปนั่งรถโดยสารสาธารณะ หรือรถไฟใดดิน, รถไฟฟ้า ก็จะลดปัญหาโลกร้อนได้อีกวิธีหนึ่ง
09. แนวคิดนำวัสดุใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ยังใช้ได้อยู่ ในปีหนึ่งๆ ชาวอเมริกันมีขยะกระดาษมากถึง 35 ล้านตัน พวกเขาจึงคิดใช้ประโยชน์จากขยะกระดาษด้วยการนำไปผลิตกระดาษนำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการก่อมลภาวะทางอากาศได้ถึงร้อยละ 74 แถมยังลดการตัดไม้ทำลายป่าด้วย
10. เวลาเลือกซื้อสินค้าแต่ละครั้ง ควรตรวจดูว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ ผลิตจากวัสดุใช้แล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าของชิ้นนั้นมีวัสดุที่ใช้แล้วมากถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ซื้อสินค้าที่โรงงานผลิตต้องนำวัสดุใหม่มาเป็นส่วนประกอบเลย รวมถึงการเลือกซื้อกระดาษที่ไม่ได้ใช้สารคลอรีนฟอกก็จะช่วยลดการก่อมลภาวะได้มากกว่ากระดาษทั่วไป
11. บางออฟฟิศมีแก้วกระดาษเล็กๆ สำหรับผู้รับแขก หรือพนักงาน หากเลี่ยงได้ก็อย่าใช้ ให้นำแก้วส่วนตัวมาจากบ้าน ใช้แล้วล้างก็จะใช้ได้อีกเรื่อยๆ (อย่าลืมว่ากระดาษผลิตมาจากต้นไม้ที่สร้างความร่มเย็นแก่โลกนะจ๊ะ) หรืออย่างที่เมืองนอก ในร้านกาแฟสตาร์บั้ค เขาก็มีนโยบายการนำแก้วกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดค่ากาแฟให้ถูกลงด้วย
12. ทำงานโดยอาศัยแสงธรรมชาติบ้าง (ถ้าจุดที่คุณทำงานมีแสงธรรมชาติส่องถึง)
13. ข้อนี้ที่สุดของที่สุดเลย แม้ว่าเราจะปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าไปแล้วก็ใช้ว่าจะไม่สิ้นเปลืองพลังงาน เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่าง อย่างเช่นสายชาร์จโทรศัพท์มือถือหรือจะเป็นอแด๊พเตอร์สำหรับแล็ปท็อปที่ไม่ถอดปลั๊กออก จะกินไฟมากกว่า 20 วัตต์ การสูญเสียพลังงานแบบไม่ได้ถอดปลั๊กนี้ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กระจายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากถึง 12 ล้านตันทีเดียว
เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดถึงเรื่องโลกร้อนเลยแต่มอยากจะเริ่งที่จะช้วยลดโลกร้อนเพื่อนมีวิธีที่จะช้วยไห้ผมทำง่ายอย่าง
ไรมั่งครับช้วยบอกกันหน่อยนะครับ
เเกะผ
5yue5ut
โทษ ความคิดนี้ขอยืมส่งอาจานนอคะ
เป็นเนื้อหาสาระที่ได้ความรู้มากเกี่ยวกันเศรษฐกิจพอเพียง
เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป
เห็นแก่ตัเกินไป
เราทุกคนจะช่ยกันได้ไหม๊
นะคะขอร้องๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ได้ยินว่า ตัวนำโลกร้อนคือ สหรัฐอเมริกา จริงหรือเปล่าอะ
ความตายผ่อนส่ง ของคนตำบลบัววัฒนามาถึงแล้ว !
เครือข่ายคนรักตำบลบัววัฒนา
การทำเหมืองแร่ลิกไนต์ที่ตำบลบัววัฒนา ( บ้านลำตาเณร ) บริษัทปูนนครหลวง จะขุดเอาถ่านหินลิกไนต์ ขนไปใช้ที่จังหวัดสระบุรี โดยผ่านเส้นทางลำตาเรณ-บัววัฒนา และชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยจึงรวมพลังกันต่อต้านเหมืองแร่ จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันคัดค้านต่อต้านด้วยกันเพื่อลูกหลานของเราในอนคตข้างหน้า
อีกด้านบริษัทปูนนครหลวง ยังคงใช้งบประมาณทำมวลชนสัมพันธ์ ด้วยการบอกว่าจะให้งานทำ ให้ทุนการศึกษาเด็กนักเรียน เอากฐินผ้าป่าไปทอดที่วัด โรงเรียน เอาเงินมาเลี้ยงชาวบ้าน ซื้อเหล้าให้วัยรุ่นในท้องถิ่นกินและวันที่ 30-07-09 นี้ก็จะเอาเงินแจกชาวบ้านให้ไปประชาคมให้ทำเหมืองแร่ ฯลฯ รวมทั้งเตรียมจัดตั้งชาวบ้านเพื่อให้ออกมาปะทะกับชาวบ้านที่คัดค้านการทำเหมืองแร่ ด้วยกันเอง แต่ชาวบ้านในตำบลบัววัฒนารู้ทัน จึงเตียมรวมพลังคัดค้านก่อนที่จะเปิดเหมืองแร่ เพราะถ้าเปิดเหมืองแร่ไปแล้ว ก็จะแก้ไขอะไรไม่ได้ เหมือนกับ แม่เมาะและเวียงแหง ที่มีแต่ความตายที่มอบให้กับประชาชน ที่ตายอย่างช้าๆจนชั่วลูกชั่วหลานตลอดไป
ตอนนี้ขนชาวบ้านไปดูงานที่แม่เมาะทุกวัน ฟรีทุกอบ่าง ไปดูแต่สิ่งๆ บนรถระหว่างไปและกลับก็เลี้ยงเหล้ายาเพียบแล้วก็มีคนมาพูดให้มีการทำเหมืองแร่โดยให้ข้อมูลด้านเดียว ชาวบ้านไม่มีความรูบ้างคนก็เชื่อ
ทำไมชาวบ้านทั่วทั้งอำเภอหนองไผ่จึงไม่เอาเหมืองถ่านหินที่ตำบลบัววัฒนา
ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยเดินทางไปดูผลงานของเหมืองแม่เมาะที่ จ.ลำปาง ไปดูไปรู้ไปเห็น สัมผัสด้วยตาและด้วยใจตนเองถึงความวิบัติต่อชีวิตทรัพย์สิน พืชผลและสัตว์เลี้ยงนานาชนิดอย่างประจักษ์แจ้ง ในบริเวณชุมชนโดยรอบเหมืองแร่ ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองลิกไนต์ที่แม่เมาะ หลายหมู่บ้านใกล้เคียงกับเหมือง ประชาชนตายไปแล้วนับร้อยศพจากสารพิษของเหมือง ยังรอตายอีกนับหมื่นคน ที่กำลังพิพาทในศาลเกี่ยวกับการย้ายถิ่นที่อยู่ให้พ้นรัศมีพิษภัยของสารพิษ อีกนับพันคน “น้ำฝนที่รองไว้ ทิ้งไว้แค่สองวัน จะเป็นตะกอนสีดำ เกาะตัวกันอยู่ในน้ำ ใครไม่เชื่อก็ให้ไปดูของจริงที่แม่เมาะ อย่าไปดูที่ กฟผ. จัดฉากสวยๆ หลอกไว้”
ปรากฏการณ์ตายผ่อนส่งของคนแม่เมาะพิสูจน์ ได้ด้วยการให้แพทย์ตรวจร่างกายชาวบ้านเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป อย่าว่าแต่คนตำบลบัววัฒนาจะรู้สึกผวาเลย คนกรุงเทพฯ อย่างผู้เขียนก็พลอยสะดุ้งไปด้วย
ท่านผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ท่านนายกเทศมนตรี และท่านผู้ที่เกียวข้องทั้งหลาย ท่านยังเห็นดีเห็นงามอยู่หรือ กับการส่งมอบความตายผ่อนส่งให้แก่ชีวิต วัฒนธรรม พืชผล และทรัพย์สินของคนตำบลบัววัฒนา กว่า 4,300 คน และคนในจังหวัดเพชรบูรณ์
แม่เมาะนั้น มีคนตายและรอตายอีกมากมาย จะไถ่บาปอย่างไรก็ไม่มีวันหมด แล้วยังคิดจะก่อเวรก่อกรรมซ้ำเติมให้กับคนตำบลบัววัฒนาอีกหรือ เพื่อลูกหลานของเรา มาร่วมกันต่อต้านเหมืองแร่ วัดโรงเรียนเจริญ สวยงาม ทางด้านวัตถุ แต่! ไม่มีใครอยู่หรืออยู่แล้วต้องทนทุกทรมาน พวกเราจะเอาหรือ ถ้าเกิดผลร้ายแรงกับลูกหลานของเราในอนาคตใคร จะเป็นคนตอบพวกเขาว่าเหมืองแร่มาทำร้ายพวกเขาอย่างไง หยุด! การสร้างเหมืองแร่ที่ตำบลบัววัฒนาเดียวนี้ ด้วยการออกมาต่อต้านและกดดันให้ผู้นำทั้งหลายไม่ให้ไปสนับสนุนการทำเหมืองแร่ ตั่งแต่ตอนนี้ยังไม่สาย
***** เหมืองแร่ต้องไม่มีที่ตำบลบัววัฒนาของเรา *******
ตอนนี้ไม่มี กรีนพีช ngo หรือหน่วยงานใหนมาช่วยชางบ้านเลย ****ชาวบ้านต้องการคนมาช่วยด่วยก่อนที่จะมีการประชาคมลงมติให้ทำเหมือง กลัวเงินจะซื้อทุกอย่าง กลัวเงินจะทำให้โลกร้อนไปกว่านี้ ***