
ผมต้องขออภัยทุกท่านเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทิ้งช่วงไปอาทิตย์กว่าๆ เนื่องจากมีภารกิจต้องเดินทางไปร่วมประชุมกับหอการค้าภาคเหนือพร้อมกับท่านประธานหอการค้าไทย และคิดไว้ว่า หลังเดินทางกลับ ผมจะนำเรื่อง Sub Prime มาคุยต่อ เนื่องจากติดตามดูแล้ว เห็นว่าเรื่องนี้ กลายเป็นหนังเรื่องยาวไปเสียแล้ว แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นข่าวที่ท่านปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ท่านได้พูดถึงฐานะกองทุนน้ำมัน ที่สมัยรัฐบาลทักษิณนำไปใช้ตรึงราคาน้ำมัน เมื่อปี 47-48 จนทำให้เป็นหนี้บักโกรกถึง 92,000 ล้านบาท จนกระทั่งขณะนี้ กองทุนยังติดลบอีก 13,100 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีนี้ จะสามารถใช้หนี้หมด ความจริงแล้ว เงินที่เก็บเข้ากองทุนและเงินที่ใช้หนี้ มันก็คือเงินที่เก็บไปจากพวกเราที่ใช้น้ำมันทั้งหลายนั่นแหล่ะครับ โดยเก็บจากน้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 4 บาท/ลิตร เก็บจากเบนซิน 91 จำนวน 3.70 บาท/ลิตร เก็บจากดีเซล 1.50 บาท/ลิตร จะเห็นได้ว่า เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ท่านลองคิดสิครับว่า ประเทศไทยเราใช้พลังงานถึง 14 % ของจีดีพี หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เป็นจำนวนถึง 50 % เชียวนะครับ เพราะฉะนั้นสิ้นปี 50 นี้ ใช้หนี้หมดแน่นอน เพราะหนี้เหลืออยู่เพียง 13,100 ล้านบาทเท่านั้น
ทีนี้ประเด็นที่เราจะคุยมันอยู่ที่ตรงไหนล่ะครับ … ก็คือว่า อยู่ๆท่านรัฐมนตรี ได้เสนอความคิดผ่านสื่อมวลชนออกมาว่า หลังใช้หนี้กองทุนหมดแล้ว กพช. จะตัดสินใจดำเนินการ 2 ทางเลือก
แนวทางที่ 1 จะให้ลดราคาน้ำมันลง คือ ลดเบนซินและดีเซลลงให้ประชาชนลิตรละ 1 บาท แนวทางที่ 2 จะไม่ลดราคาน้ำมันให้ แต่จะกันเงินไว้ ลิตรละ 1 บาท เพื่อนำไปก่อสร้างระบบขนส่ง เช่นรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ในต่างจังหวัด
เมื่อเสนอทางเลือกกันมาเช่นนี้ ผมในฐานะที่เป็นประชาชน ผมมีสิทธิ์เลือกหรือเปล่าครับ แต่ถ้าเลือกได้ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ผมขอเลือกแนวทางที่ 1 ครับ คือให้ลดราคาน้ำมันลง เหตุผลของผมมีอย่างนี้ครับ คือว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยค่อนข้างลำบาก ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท ผลจากการที่รัฐบาลหยุดโครงการสำคัญๆลง และการบริโภคของประชาชนลดลง แต่ในขณะเดียวกันต้นทุนสินค้าไม่ได้ลดลงเลยครับ ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน ขาดทุน และต้องปิดกิจการเลิกจ้างแรงงานไปหลายราย ซึ่งเป็นข่าวให้เห็นในสื่อว่าคนงานไปแก้ผ้าประท้วงเอาเสื้อใน กางเกงในขว้างปาเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เห็นแล้วผมรู้สึกอนาถใจไม่น้อยเลยครับ ดังนั้น การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอันดับแรกที่รัฐบาลจะต้องทำก่อน โดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณอะไรมาก ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายทีสุด เพื่อเป็นการลดต้นทุนโดยรวมของประเทศ ประกอบกับจะมีการเลือกตั้งในปลายปี มีการใช้เงินกันมากขึ้น มันก็จะเป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงต้นปีหน้า มีแสงสว่างพอที่จะมองเห็นทิศทางกันได้มากขึ้น
แต่ถ้าย้อนกลับมาถามผมว่า แล้วรถไฟฟ้าไม่อยากได้หรือ ผมก็ตอบโดยไม่ลังเลว่า “อยากได้”แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับ
เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดต่อไปควรจะคิดและดำเนินการ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ที่จะนำเงินจากกองทุนน้ำมันไปทำ มันสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนหรือเปล่าครับ เรื่องนี้ถ้าเห็นด้วยก็ช่วยกันเชียร์นะครับ
ดีใจจังที่มีผอ. รอบรู้แบบนี้และเขียนเรื่องยากให้น่าอ่านและเข้าใจดีมาก ก็เรื่อง Sub -prime นั่นแหละค่ะ จริงๆแล้วแม้ธนาคารของไทยจะไปลงทุนน้อยมากกับกองทุนที่ทำ Sub-prime ในอเมริกา แต่ในที่สุดแล้วถ้าเศรษฐกิจของอเมริกาตกต่ำก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกให้ตกต่ำ ทำให้ภาวะค่าเงินดอลลาร์อ่อนแอลงมากยิ่งขึ้นและเงินบาทก็จะทรงตัวแข็งมากขึ้น ขณะเดียวกันการส่งออกของไทยก็อาจตกต่ำตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำลงได้ เพราะฉะนั้น ที่เขากลัวๆ กันมากคือ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและฝืดเคืองทั่วโลก เรื่องนี้ถ้าลากยาวและไม่จบ ก็จะส่งผลเสียหายต่อทุกภาคส่วนได้ค่ะ พวกซื้อขายหุ้นก็โดนเต็มๆ แต่แรกเลย
ส่วนเรื่องการใช้เงินกองทุนน้ำมันไปลงทุนโครงการรถไฟฟ้า ก็คือการใช้เงินกู้ในประเทศ หมายถึงกองทุนจะต้องออกบอนด์หรือพันธบัตรให้ประชาชนถือแล้วเอาเงินที่ได้ไปลงทุน ซึ่งถ้าทำจริงก็คือส่วนหนึ่งจะเป็นเงินกู้จากกองทุนน้ำมันที่ปลอดภาระหนี้แล้ว บวกกับการออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อระดมเงินจากประชาชนหรือสถาบันต่างๆ มาปล่อยก็ให้โครงการอีกที แทนการใช้เงินกู้จากต่างประเทศ เพราะเจบิกยังไม่อนุมัติหรือคิดดอกเบี้ยแพงขึ้น
ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การใช้เงินกองทุนแต่น่าจะอยู่ที่ระบบการตรวจสอบการใช้เงินมากกว่า เพราะถ้าใช้เงินกู้เจบิก ก็จะมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจสอบโครงการเป็นระยะๆ ที่มีการอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินกู้ได้ แต่ถ้าใช้เงินกู้ในประเทศประสิทธิภาพและความสามารถในการตรวจสอบจะเป็นยังไงก็ไม่อาจประเมินได้ ก็กลัวจะเกิดปัญหาการรั่วไหล หรือซื้อของไม่มีคุณภาพ หรือพูดง่ายๆ คือคอรัปชั่นง่ายกว่ากู้จากต่างประเทศค่ะ
ผมขอเลือกแนวทางที่ 2 เพราะประชาชนอยากได้รถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูงระหว่างจังหวัด เวลาเดินทางจะได้สะดวกและสุดท้ายคนก็จะมาใช้ขนส่งมวลชนแทนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ที่มักก่อปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย อาทิ มลพิษทางเสียง มลพิษทางอากาศ ฯลฯ หากเราไม่ต้องการสนับสนุนส่งเสริมให้คนใช้น้ำมันหรือใช้รถส่วนตัวมากๆ ก็จะต้องจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป เพื่อทำให้น้ำมันราคาแพงกว่าปกติ จะเป็นการจูงใจหรือบังคับกลายๆ ให้คนตัดสินใจไปใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือลดการใช้น้ำมันของตนเอง หรือต้องหาวิธีใช้น้ำมันให้คุ้มค่าที่สุด แถมยังเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องไปเป็นหนี้ต่างชาติเพิ่มอีก วันนี้เรามีเท่าไหร่ ก็ใช้เท่าที่มี เพราะหากเราลองเดาตัวเลขคร่าว ๆ นะ ปัจจุบันเราโดนหักเงินเข้ากองทุน 1 บาท/ลิตร ไปสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งจะได้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท/เดือน หรือ 24,000 ล้านบาท/ปี นั่นเท่ากับว่าสิ้นปี เรามีเงินอีกตั้งเยอะ และหากเราลองไปยืมจากภาษีบาป (เหล้า บุหรี่ ) ที่ทุกวันนี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งล่ะ สามารถเอาลงทุนได้ตั้งเยอะ
เราอย่าลืมว่า หากเราปล่อยให้น้ำมันราคาแพงอย่างเดียว โดยสนใจที่จะพัฒนาระบบการบริการขนส่งมวลชนมีประสิทธิภาพ ค่าโดยสารราคาแพง มันก็จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากอยู่เหมือนเดิม เงินก็เก็บเข้ากองทุนฯ อยู่ล่ำไป โดยไม่สนใจที่จะนำมาพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ให้สามารถรองรับต่อความต้องของประชาชนกำหนดราคาที่จูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการมากขึ้น และสุดท้ายก็จะส่งผลให้ประชาชนลดการใช้น้ำมันโดยรวมของประเทศ
ดังนั้น ในความเห็นส่วนตัวแล้ว แนวคิดที่จะนำเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปสร้างรถไฟฟ้า จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจ แต่ไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะการสร้างรถไฟฟ้าให้คนกรุงเทพฯ ได้ใช้ประโยชน์เท่านั้น สมควรจะพิจารณาสนับสนุนส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนที่ประชาชนทั่วประเทศได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะเงินกองทุนน้ำมันฯ เป็นเงินของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในการขนส่งระบบรางทั่วประเทศ การพัฒนาปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนในปัจจุบันให้มีคุณภาพ เป็นต้น
ความว่า ท่าน รมว. พลังงาน ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ที่กุมบังเหียนในฐานะประธาน กบง. บอกว่าจะเอาเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะหมดภาระหนี้การตรึงราคาน้ำมันประมาณปลายปี 2550 เสนอให้ กพช. ส่งให้ ครม. ตัดสินใจว่าจะนำเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปใช้สำหรับการส่งเสริมการลงทุนรถไฟฟ้าหรือไม่ โดยหากเห็นชอบจะมีการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ในเกณฑ์ปัจจุบัน แล้วหักทุก 1 บาท/ลิตร ไปสร้างรถไฟฟ้าซึ่งจะได้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท/เดือน หรือ 24,000 ล้านบาท/ปี
ผมคนขอนแก่น ไม่ได้มีผลประโยชน์ในรถไฟฟ้าของคน กทม. แต่เห็นด้วยครับ ถ้ามีทางอะไรที่จะทำให้ กทม.สามารถมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีกว่านี้ ขอบคุณ
แนวทางที่กระทรวงพลังงานเสนอให้นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้สำหรับการส่งเสริมการลงทุนรถไฟฟ้าแทนการกู้เงินจากธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ป่น หรือ เจบิก ในความเห็นนะ ควรนำเงินจากกองทุนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในโครงการที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ เพราะรายได้ที่มาจากกองทุนน้ำมัน เป็นเงินที่มาจากผู้ใช้น้ำมันทั่วประเทศ ดังนั้นหากจะนำมาก่อสร้างโครงการที่ให้ประโยชน์เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครอาจไม่เป็นธรรมกับประชาชนทั้งประเทศ แต่การที่จะกู้จากเจบิกควรเป็นทางแรกนะ ลองกู้ดู ถ้าเขาไม่ให้กู้ ค่อยมองมาที่แหล่งเงินกู้ภายในประเทศ ก็เป็นการดีที่เรายังพอมองเห็นช่องทางในการกู้เงินภายในประเทศสำรองไว้ก่อน เท่าที่ทราบการขอกู้เงินจากเจบิคยังมีความล่าช้า ซึ่งหากพบว่าไม่สามารถกู้เงินจากเจบิคก็จะได้กู้เงินภายในประเทศได้ทันที
ยกเลิกเงินกองทุนน้ำมันดีที่สุดให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามราคาตลาดที่แท้จริง จะได้ใช้กันอย่างประหยัดรัฐได้เงินจากภาษีอยู่แล้ว ไม่ควรเก็บเงินเข้ากองทุนอีก
อดีตและปัจจุบัน อุ้มกันจนเดินเองไม่เป็น
นอกจากนี้ยังเก็บเงินเข้ากองทุนกันจนเพลิน
เอาเปรียบผู้ใช้เบนซินมากเกินไป
อยากให้เปลี่ยน รมต พลังงาน ด้วย นโยบายไม่เอาไหนจริงๆ
ผมอยู่กรุงเทพครับ..
ขอคัดค้านการนำกองทุนน้ำมันไปส่งเสริมรถไฟฟ้า…
และให้ยกเลิกกองทุนน้ำมัน…เหลือไว้เป็นเพียงกองทุนดีเซลสำหรับชาวประมงหรือผู้ประกอบการขนส่งหรือในทำนองเดียวกันนี้เท่านั้น…
แล้วเอาเงินที่เหลืออยู่ไปช่วยเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ…
ส่วนรถไฟฟ้าคนกรุงเทพได้รับประโยชน์มากที่สุด
ต้องเก็บภาษีคนกรุงเทพเพื่อการนี้โดยเฉพาะ…
(หากไม่มีปัญญาทำได้เป็นอย่างอื่น)
ราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์วันนี้ 20/09/50
ราคาน้ำมันดีเซลยังคงขยับขึ้น ไปอีก 0.49 เหรียญสหรัฐ / บาร์เรล ปิดตลาดอยู่ที่ 91.35 เหรียญสหรัฐ / บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันเบนซินปรับเพิ่มขึ้นไปอีก 0.82 เหรียญสหรัฐ / บาร์เรล ปิดตลาดอยู่ที่ 80.82 เหรียญสหรัฐ / บาร์เรล
จริงๆแล้วราคาน้ำมันดีเซลราคาแพงกว่าเบนซินจริงหรือเปล่า?
แต่ค่านิยมคนไทยในต่างจังหวัดหรือแม้แต่ใน กทม ยังนิยมรถยนต์เครื่องดีเซล
อันนี้ไม่นับรถยนต์ที่ใช้ในการเกษตรเช่นกลุ่มรถไถนา
รัฐบาลควรแยกกลุ่มรถตระกูลดีเซลให้เข้มงวดในการใช้งาน
ส่วนกองทุนน้ำมันที่จะนำไปใช้จ่ายในส่วนของรถไฟฟ้า ผมเห็นเช่นนั้นจริง
ผมมีความเชื่อว่า ทุกวันนี้ประเทศเราเสียหายจากปัญหารถติดใน กทม
คิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
กรุงเทพติดอยู่ในเมืองน่าท่องเที่ยวเป็นระดับต้นๆของโลก
แต่ปัญหาเรื่องรถติด ก็เป็นปัญหาต้นๆของ กทม. เช่นกัน
ความเครียดต้นตอของปัญหาของคน กทม
ที่ทวีความรุนแรงส่วนหนึ่งก็มาจากรถติด
นี่ยังไม่นับรวมถึงป้ญหามลพิษจากท่อไอเสีย ที่พวก กทม. พ่นควันจากท่อไอเสีย
น้ำมันปล่อยลอยตัวตามสภาพดีกว่า อาจช่วยเรื่องภาษีดีเซลนิดหน่อย คือเก็บภาษีปกติ ดีเซล ให้ถูกกว่าเบนซิน ซึ่งก็ทำมานานแล้วนิ
ขึ้นภาษีประจำปี รถประเภทหรูหรา 100-500% ไปเลยครับ ในเมื่อรวยนัก ก็มาช่วยคนจนกันบ้าง บ้าเหรอ รถ 10ล้านเนี่ย คนบางคนบ้าน 5แสน ยังผ่อนแล้วผ่อนอีก เพราะงั้นรถที่ราคาขายเกิน 3-5 ล้าน ภาษีประจำปีต้องเป็นเป็น 2เท่าหรือ 3เท่าของรถปกติ ส่วนรถที่ราคาเกิน 7ล้านภาษีประจำปีควรเป็น 5เท่าของปกติ
อาจไม่พอให้สร้างรถไฟฟ้า แต่จะช่วยลดความฟุ่มเฟือย และอวดมั่งอวดมี ให้มันพอเพียงอย่างที่แถลงกันจริงๆสักที
รถไฟฟ้า อย่าไปรีบเลย สร้างตอนนี้ ก็ไม่มีใครกล้าตรวจว่ามาตราฐานเท่าราคาที่ต้องจ่ายจริงป่าว เงินกู้ก็ลำบาก เพราะประเทศเจ้าของเงินส่วนมากติดกฎหมายการปล่อยกู้รัฐบาลทหารทั้งนั้น รอให้มันมีรัฐบาลเลือกตั้งก่อน มันคงไม่หนักหนาหรอกครับ นอกจากคุณห่วงกันมากว่าใครจะเปิดถุง
ผมเห็นด้วย เก็บลิตรละ 5 บาทผมก็ไม่ว่า
เอาเงินมาสร้างถนน สร้างรถไฟฟ้า รถจะได้หายติด
เผลอๆค่าเดินทางถูกลงกว่าเดิม เพราะใช้น้ำมันประหยัดขึ้น เพราะรถไม่ติด
จาก 7 โลลิตร เป็น 9 โลลิตรก็คุ้มสุดๆแล้ว เผลอๆประหยัดตังอีก
เห็นด้วยกับคุณสมสุดา เก็บลิตรละ 5 บาท ไปเลย
..แต่เฉพาะคนกรุงเทพอย่างผมเท่านั้นนะครับ…
จะไปเก็บจังหวัดอื่นมาช่วยคนกรุงเทพ..
.ดูจะไม่เป็นธรรมกับเขานัก…บ้านเขารถไม่ติด…
บ้านไหนรถติดต้องสร้างถนนเพิ่มเติมค่อยไปเก็บแต่ไม่ต้องถึง 5 บาท
ทางหลวงราคาน้อยกว่ารถไฟฟ้าศิวิไลซ์ตั้งเยอะ…
เราคิดเหมือนกัน คนใหนใช้มากก็เก็บมาก อย่าเอาเงินของคนทั่วประเทศมาลงที่เมืองใด เมืองหนึ่ง ไม่ยุติธรรม อย่าไปซ้ำรอยรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา อาทิ เนรมิตเมืองเชียงใหม่ เป็นวิมาน ลองไปอ่านที่ http://13ank.exteen.com/category-2005
แต่อยากให้เร่งเปิด BTS ฝั่ง ธนบุรี 2 สถานี ก่อน เพราะ ดูใกล้เสร็จ แล้ว แต่ทำไมช่วงหลังๆ ดูอืดๆ เหมือน ดึงเกมส์ อะไรไม่รู้
หรือ รอไว้หาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม ถ้าดึงเกมส์กันอย่างนั้น ก็ไม่สมควรจะได้เป็นผู้ว่า แทนที่จะผลักดันให้เสร็จให้คนได้ใช้ ลดปัญหาจราจรบ้าคลั่ง ตอนเช้า และเย็น คนจะได้สรรเสริญ
หรือ จะรอเปิด ฉลอง วันเฉลิม 5 ธค . คงทำให้คนกทม ที่ต้องข้ามสาทร เดือดร้อน อีกหลายเดือน เมื่อเดือดร้อนอย่างนี้ แล้วจะเป็นที่ปราบปลื้มหรือ ???
ตอนเช้าผ่านสาทร แต่ละที ต้องลุ้น ว่าจะติดมากหรือน้อย เพราะ ติดสม่ำเสมอ ติดตั้งแต่ฝนตก จนฝนหยุด แถมติดจน ถนนแห้งอีกต่างหาก ยังไม่ได้ข้ามสะพาน ไม่พ้นแยก
เลยสาทรไปนิด 2 โรงเรียน ก็ทำรถติดหลายๆ และตำรวจก็ปล่อยให้จอดรถกัน สองเลนส์ เสียด้วยซ้ำ แต่เลยโรงเรียน กรุงเทพคริสเตียนไป ก็ไม่ติด
ในซอยที่เปิดสวนทาง ก็ปิด ทำวันเวย์
เลยแยกนี้ไป ใกล้ๆ โรงพยาบาล BNH ก็ทำเป็นแยก ก่อนหน้าแยกนั้น ก็มีอีกแยก ห่างกันไม่น่าเกิน 200 เมตร ติดแยกแรก รถวิ่งไป ก็ติด แยกสอง เลยไป ไม่เกิด 400 เมตร ติดอีกแยก อย่างนี้ ลดแยกลงบ้างไม่ได้หรือ??? ทำเป็นแค่ยูเทิร์น ก็น่าจะได้
ตำรวจก็ทำหน้าที่ด้านจราจรเต็มที่นะครับ แต่อยากให้ เป็นงานของ เจ้าหน้าที่กรุงเทพได้แล้ว ตำรวจจะได้มีเวลาทำหน้าที่อื่น เทศกิจจะได้มีงานทำบ้าง และการประสานงาน ด้านวิศวกรรมจราจร กับการใช้งานจริง การกำหนดเครื่องหมายจราจรต่างๆ จะได้ สอดคล้องกัน ไม่ใช่ว่า ออกแบบให้มีไฟตัวเลข แล้ว ก็ต้องมาปิดไฟ แล้ว มาเปิด แมนวล จนระบบรวน และวันดีคืนดี ก็เสีย กระพริบมั่ว
ถ้าจะให้ดี การตั้งด้านจราจร ก็ควรแก้ไข ปัจจุบัน ตำรวจตั้งด่านกันเต็มไปหมด บางด้าน ต้อง มีเมนู ราคาค่าปรับ เหมือนเมนูอาหาร ติดตัว ตำรวจ ดูแล้ว มันน่าสงสัยว่า จะมารุมกินโต๊ะ ใคร ???
โครงการ สาทร ราชพฤกษ์ กี่นาที โฆษณาไว้ ทำได้หรือเปล่า ??? เปลืองงบประมาณไปเท่าไหร่ ???
ขอบ่นอย่างแรง ใครพอรู้จัก ผู้เกี่ยวข้องกับที่บ่น ก็ฝากบอกต่อด้วย อยากให้มาแก้ไข
รถไฟฟ้า BTS ทางฝั่งธนบุรี เสา และคาน นะ ทำเสร็จ ตั้ง เกือบ 2 ปี ก็ไม่มีความคืบหน้า ตอนนี้คืบ หน้า มา 2 สถานี แต่กลับ ยืดยาด เลย ไม่รู้ว่า จะได้ใช้ในอีก กี่ปี หรือต้องรอไปอีก 2 ปี
สุดท้าย ตรงนี้ อยากจะบอกว่า ของที่มีอยู่ และพอช่วยได้ ก็ไม่รู้จักทำให้เสร็จ เพื่อบรรเทาปัญหา แต่กลับ จะทำอะไร ที่มันยุ่งยากวุ่นวาย ให้มันวุ่นวาย เดือดร้อน เพิ่มไปอีก เลยกลายเป็นข้อสงสัยว่า จะมีอะไร มุบมิบ อีกไหม???