Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา มีข่าวฮือฮาที่ท่านอธิบดีฯชวลิต เศรษฐเมธีกุล แห่งกรมศุลกากร
สวมบทเปาบุ้นจิ้น  สั่งทุบรถหรู ยี่ห้อเฟอร์รารี่ รุ่น 456 จีที สีเทา ที่ไปยึดได้จากอู่เบนซ์ แอล.เค
จังหวัดสมุทรปราการ โดยพบว่า … รถคันดังกล่าว มีการถอดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำคัญออกไปเกือบหมด
ferrari11.jpg การกระทำดังกล่าวของกลุ่มที่นำรถเข้า ก็เพื่อเป็นกลลวงให้เห็นว่า เป็นรถที่อุปกรณ์ไม่ครบ
ราคาจะได้ไม่สูง เมื่อกรมศุลกากรเปิดประมูล จะได้ย้อนกลับมาประมูลออกไป เพื่อให้เป็นรถถูกกฏหมาย
เมื่อได้รถไปแล้วก็จะนำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใส่เข้าไปเหมือนเดิม แล้วก็นำรถออกไปขายได้กำไรงาม

 ภาษีก็ไม่ต้องเสียเต็มเม็ดเต็มหน่วยการเปิดประมูลดูเหมือนว่า มันจะยุติธรรม เพราะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าประมูลได้ด้วย ถ้าใครมีเงินแล้วอยากได้รถหรู
ก็ประมูลเอาไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปอย่างท่าน อย่างผม ประมูลไปก็ไม่คุ้มหรอกครับ
ก็เพราะว่ารถที่ประมูลได้ มันขาดอุปกรณ์สำคัญ จะไปหาซื้อได้ที่ไหน ต้องสั่งจากต่างประเทศในราคาแพง
หรือไม่ก็ไอ้กลุ่มที่ฟอกรถทั้งหลายนั่นแหล่ะครับ มันจะนำอุปกรณ์นั้นมาเสนอขายเสียเองในราคาที่แพง
เพราะมันต้องการกำไรอยู่แล้ว

ผมต้องขอชื่นชมในการตัดสินใจของท่านอธิบดีฯจริงๆครับ
และยิ่งเมื่อเห็นภาพของการทุบรถในครั้งนี้ มันรู้สึกสะใจจริงๆ

ferrari21.jpg


ผมเองก็ไม่ใช่พวกซาดิสต์หรือชอบความรุนแรงอะไรนะครับ แต่มันประทับใจในความถูกต้อง
ความตรงไปตรงมาและความมุ่งมั่นของผู้ปฏิบัติงานในกรมศุลกากร
ซึ่งผมในฐานะประชาชนอยากเห็นมานานแล้ว
 
ท่านอธิบดีฯครับ การกระทำของท่านในวันนี้ มันจะเป็นบรรทัดฐานและเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงาน
ของท่านเองในวันข้างหน้า และเป็นมาตรฐานให้กับคนอื่นๆที่จะมาทำหน้าที่อธิบดีกรมศุลกากรต่อไป
 

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ต่อไปนี้ท่านต้องทุบให้หมดนะครับ ต้องทุบทุกยี่ห้อ ทุบของทุกคนที่มันบังอาจนำเข้า
ต้องไม่เห้นแก่หน้าใครทั้งนั้น การทุบรถครั้งนี้ก็เห็นชัดเขนอยู่แล้วว่ากลุ่มไหน
และใคร ที่มีอาการ
ดิ้นพล่านให้ปรากฏอย่างกับว่า ท่านอธิบดีฯไป ทุบหัว มันด้วย ยังไงยังงั้นเลยครับ มขอขอบคุณท่านสมหมาย ภาษี ด้วยครับ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกรมศุลกากรและเปิดไฟเขียวให้ดำเนินการได้ในครั้งนี้สุดยอดของรัฐบาลขิงแก่
จริงๆเลยนะครับท่านถ้าท่านมีแนวทางและนโยบายที่ชัดเจนเช่นนี้ ผมว่าเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะทำหน้าที่ได้
อย่างสบายใจไม่ต้องกังวลว่าหน่วยงานไหนหรือผู้หลักผู้ใหญ่คนไหนจะมายับยั้ง จะมาขอหรือจะมาขัดขวาง
ผมว่าท่านทำถูกต้องแล้วประชาชนคงชื่นชมและสนับสนุนท่านอย่างแน่นอนครับ
 ประชาชนคนทั่วไป ที่จะทำธุรกิจและเสียภาษีอย่างถูกต้องและเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เขาเจ็บปวดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากเพราะมันไม่เป็นธรรมในทางธุรกิจ
เขาเสียเปรียบที่อีกฝ่ายไม่ต้องเสียอะไรเลย กลับมีรายได้เป็นล่ำเป็นสัน มีหน้ามีตา
เป็นที่ยอมรับของสังคม เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ทำอะไรไม่ได้ มันเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีเลยครับ
และมันกำลังจะกลายเป็นวัฒนธรรมที่เลวร้าย ซึ่งจะนำพาสังคมและประเทศชาติ
ไปสู่ความล่มสลายในอนาคตได้ไม่ยากนัก 

 เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าได้นิ่งดูดายกันอีกต่อไปเลยนะครับ 
ผมขอกราบแทบเท้าทุกท่านได้โปรดช่วยกันเป็นหูเป็นตา ดูแล
ตรวจสอบและร่วมกันกวาดล้างให้บ้านเมืองของเราสะอาดเสียที 
 

ผมขอเป็นกำลังใจ และสนับสนุนอย่างเต็มที่นะครับ

หลังจากที่คุยกันในเรื่องหนักๆมาหลายเรื่อง สัปดาห์นี้ผมขอคุยเรื่องเบาๆบ้าง (ไม่ใช่เรื่องนุ่นนะครับ)

เมื่อ 2-3 วันก่อน ผมได้มีโอกาสเข้าไปในศูนย์หนังสือแห่งหนึ่งแถวสยามแสควร์ เหลือบไปเห็นนิตยสาร
Conde’ Nast Traveller  ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2007  ซึ่งเป็นฉบับพิเศษครับ …

conde2.jpg 
เขาจัดอันดับด้านการท่องเที่ยวเอาไว้ทั่วโลกเลยครับ ทำให้ผมอยากรู้ว่า เมืองไทยเราติดอันดับอะไรกับเขาบ้าง ก็เลยหยิบติดมือมา 1 เล่ม

พอมาถึงบ้านก็เปิดดูทั้งหมดเลย ผมดีใจมากครับ เนื่องจากประเทศไทยติดอันดับโลกหลายอย่างเหมือนกัน เขาเรียงลำดับไว้อย่างนี้นะครับ
conde3.jpg
ในด้าน “โรงแรม” ที่บริการดี สถานที่พักดี สภาพแวดล้อมดี บรรยากาศดี

อันดับหนึ่งได้แก่  One & Only Maldives Atreethi Rah

ถัดไปก็คือ The Chedi Muscat ประเทศโอมานครับ

รองลงไปก็เป็น Singita Private Reserve แห่งแอฟริกาใต้

ตามมาด้วย Hotel Cipriani ของเวนิซ

แล้วก็มาถึงประเทศไทยของเราครับ นั่นคือ … Four Seasons Resort … เชียงใหม่เจ๊า

four.jpg

ต่อด้วย North Island , Seychelles และพ่วงด้วย The Chedi แห่งภูเก็ต

คราวนี้มาดู สุดยอดของ “เกาะ” บ้าง

conde1.jpg

ปรากฏว่า ของไทยไม่ติดอันดับเลยครับ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เกาะภูเก็ตของเราก็ขึ้นชื่อลือชา เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมิใช่น้อย  เกาะที่ติดอันดับหนึ่ง ยังคงเป็นเกาะมัลดีฟส์ครับ เห็นไหมครับว่าเขาติดอันดับทั้งเกาะทั้งโรงแรมเลยครับ เพราะมันเอื้อกันมาก หรืออยู่ในกรอบเดียวกันนั่นเอง ส่วนรองลงมาก็ได้แก่ Greek Island , Balearic Island , Mauritius , Barbados , Seychelles และ บาหลี และเมื่อถามว่า ประเทศใดที่เขาจัดให้เป็นประเทศที่ดีที่สุด ผมเพ่งอยู่นานด้วยความไม่แน่ใจ ปรากฏเขาเขียนว่า India ครับ

ผมเลยต้องถามแขกให้แน่ใจอีกครั้ง  แขกส่ายหน้าใหญ่เลยครับ … แปลว่าใช่แน่นอน

ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ดีที่สุด  ตามมาด้วย Italy , Thailand ,Australia ,Newzealand ,South Africa , Spain และ France

แล้วเมืองที่ดีที่สุดล่ะครับ มีเมืองไหนกันบ้าง …

ปรากฏว่า กรุงเทพมหานครไม่ติดอันดับเลย ในนี้เขาบอกว่า Sydney  เป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลก รองลงมาตามลำกับคือ Newyork , Paris , Roam , Barcelona , Venice และ Sanfrancisco

สำหรับในด้านธุรกิจสปา  (Spa) ที่ดีทีสุดในโลก เขาจัดให้เป็นของ อินเดียอีกแล้วครับทั่น คือ Ananda Spa , Ananda In Himalayas และของประเศไทยก็ตามมาติดๆ นั่นคือ ชีวาศรม อยู่ที่หัวหินโน่นแน่ะ
แสดงว่าคุณภาพสปาของเราก็ไม่เบาเหมือนกันนะครับ …

การจัดอันดับสุดท้าย เรามาดูกันที่สายการบินกันบ้างว่า มีสายการบินไหนติดอันดับ Top สุดผมดูแล้วยืนยันว่าไม่มี ” One Two Go” แน่นอนเลยครับ เพราะไม่ใช่ Inter แต่ที่ติดอันดับที่ดีที่สุดนั้นเป็นของ Singapore Airline ครับ ตามด้วย British Airway , Virgin Atlantic Armirates และ Air newzealand ครับ ครั้งนี้ไม่มีการบินไทยเลยนะครับ ซึ่งครั้งหนึ่งเราเคยติดอันดับในด้านการบริการอยู่เหมือนกัน ระยะหลังแผ่วไปเป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน

ผมไม่ทราบหรอกนะครับว่าเขาไปสำรวจกับใคร ที่ไหนบ้าง เห็นบอกว่า สอบถามเอาจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้บอกนะครับว่าชาติไหนบ้าง และจำนวนเท่าไหร่ ท่านผู้อ่านก็วินิจฉัยกันดูก็แล้วกันนะครับว่าถ้าเทียบกับประสบการณ์ที่เราเคยสัมผัสมาแล้ว มันพอจะเชื่อได้ไหม แต่ถ้ามันใกล้เคียงก็โอเคนะครับ …

ปัจจุบันทั่วโลกเราใช้น้ำมันอันเป็นพลังงานหลักมากขึ้นทุกปี ถ้าปีไหนเศรษฐกิจขยายตัวมาก การใช้พลังงานน้ำมันก็มีมากขึ้นตามไปด้วย จะเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป จีน หรือญี่ปุ่น ถ้าปีไหนเศรษฐกิจโตมาก ก็หมายความว่าต้องมีการผลิดสินค้าเพิ่มขึ้น รถยนต์ก็ผลิตมากขึ้น อุตสาหกรรมทุกประเภทก็ใช้น้ำมันมากขึ้นตามไปด้วย

เมื่อผลิตสินค้ามาก ก็ต้องมีการขนส่งมากขึ้น นักธุรกิจ นักการตลาด นักเจรจาทั้งหลาย รวมทั้งนักท่องเที่ยวก็ต้องเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น ล้วนแล้วแต่ต้องใช้พลังงานน้ำมันด้วยกันทั้งสิ้น

จากการประเมินของนักธรณีวิทยาที่มีความรู้เกี่ยวกับน้ำมันดิบใต้ดินว่า น้ำมันดิบที่มีอยู่ในเวลานี้ จะใช้ได้อีกประมาณ 30 ปี เผลอๆ 20 ปีก็หมดแล้วครับ คือ ถ้าการใช้ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็หมายถึงว่า จะหมดเร็วแน่นอน นี่ขนาดทั่วโลกรณรงค์ให้ลดการใช้น้ำมันลงเพราะปัญหาโลกร้อน รวมทั้งแสวงหาพลังงานทดแทนแล้ว ก็ยังไม่ทันกับความต้องการของมนุษย์อยู่นั่นเอง …

ขณะนี้หลายประเทศ กำลังเล็งไปที่ “พลังานนิวเคลียร์” เพราะเห็นว่าประเทศที่เจริญแล้ว นำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จ มีต้นทุนต่ำ แถมยังทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย เพราะเป็นพลังงานที่สะอาด


ประเทศในยุโรปที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์มากที่สุด คือ ประเทศฝรั่งเศส
ครับ เขามีเทคโนโลยีในเรื่องนี้ที่ยอดเยี่ยมมาก มีมาตราการในการรักษาความปลอดภัยอย่างดีเลิศ จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า ฝรั่งเศสมีส่วนทำให้สภาพแวดล้อมของอากาศทั่วโลกดีขึ้น

จากประบการณ์ที่ยาวนานของฝรั่งเศสนี้เอง เป็นบทพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่สิ่งอันตราย ถ้าได้ดูแลเป็นอย่างดีและมีมาตรฐานสูง ส่งผลให้ประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อบ้านของเราหลายประเทศ กำลังให้ความสนใจทำโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขึ้น มีทั้ง อินโดนีเซีย เวีดนาม พม่า และล่าสุดก็คือ กัมพูชาครับ

ประเทศเหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจธรรมดา ยังมีการเตรียมแผนงาน เตรียมงบประมาณ และเดินทางไปดูงาน ศึกษาเทคโนโลยีกับฝรั่งเศสอย่างจริงๆจังๆเลยนะครับ

ส่วนประเทศไทยของเรา กระทรวงพลังงานก็ไม่น้อยหน้าประเทศอื่นเหมือนกันนะครับ โดยได้จัดเตรียมแผนงาน และจะเริ่มฝึกเจ้าหน้าที่ที่จะรับผิดชอบในโรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในช่วงระยะเวลา 7 ปีต่อจากนี้ไป และตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในประมาณปี 2021 หรือ พ.ศ.2564 ประเทศไทยจะเริ่มใช้พลังงานนิวเคลียร์ได้แล้ว เพราะตอนนั้น ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในประเทศจะสูงมากขึ้นกว่าปัจจุบันถึง 5,000 ล้านกิโลวัตต์ทีเดียว

ถ้าไม่รีบดำเนินการมีหวังไฟดับกันทั้งประเทศ เศรษฐกิจและการลงทุนในด้านต่างๆจะเป็นปัญหาวิกฤติอย่างหนัก เนื่องจากไฟฟ้าเป็นพลังงานปัจจัยพื้นฐาน(Infra-Structure) ที่สำคัญยิ่งของระบบเศรษฐกิจเลยนะครับ

เมื่อพูดถึงโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทีไร ผมก็รู้สึกหนักอกขึ้นมาทุกที ไม่ใช่เพราะอกของผมมันใหญ่นะครับ แต่เป็นเพราะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่เขาอาศัยอยู่ในบริเวณที่ตั้งโรงงานไฟฟ้านั่นแหล่ะ เขาไม่ไว้ใจ เขาไม่รู้มาตราการรักษาความปลอดภัยจะทำได้ดีเยี่ยมขนาดไหน

ใครๆก็กลัวตายครับ เขารู้แต่ว่ามันมีอันตรายร้ายแรง แต่ไม่รู้ว่ามันมีคุณปะโยชน์และมีวิธีป้องกันอย่างไรให้ปลอดภัยและชาวบ้านไว้วางใจ

ผมคิดว่า เรื่องนี้กระทรวงพลังงานต้องเริ่มชิงลงมือให้การศึกษากับประชาชนนะครับ ผมขอย้ำและเน้นคำว่า “ให้การศึกษา” ไม่ใช่ประชาสัมพันธ์อย่างเดียวนะครับ เพราะคำว่า “ให้การศึกษา” มันลึกซึ้งและเข้าถึงมากกว่าการประชาสัมพันธ์อย่างเทียบกันไม่ได้เลยเชียวละ

เราต้องทำให้คนของเรารู้จริง รู้เท่าทัน รู้เหมือนกัน และต้องรู้ทันกันหมด อย่าปล่อยให้พวกที่รู้ข้างๆคูๆ เอาไปปลุกระดมจนพินาศย่อยยับเหมือนเหตุการณ์ที่ภูเก็ต ทั้งๆที่มันเป็นคนละเรื่อง …

กว่าภาครัฐจะเข้าไปทำความเข้าใจทุกอย่างก็สายไปแล้ว และกว่าจะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต้องรอให้รุ่นลูกรุ่นหลานมันมีความรู้ ความเข้าใจ ให้การยอมรับ ถึงเวลานั้น บ้านอื่นเมืองอื่น เขาคงเดินไปไกล จนมองไม่เห็นก้นแล้วล่ะครับ

อย่างไรก็ตามอย่างที่ผมกล่าวมาตั้งแต่แรกว่า หลายประเศในกลุ่มอาเซียนให้ความสนใจ แต่กลุ่มประเทศอาเซียนก็ยังไม่เคยหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ ทั้งๆที่อาเซียนมีข้อตกลงในเรื่องพลังงานอยู่แล้ว แต่ไม่เกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์

เพราะฉะนั้นในการประชุมสุดยอดผู้นำ เดือนพฤจิกายน ศกนี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ บรรดาท่านผู้นำอาเซียนทั้งหลายทั้งหลาย น่าจะได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกันและตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมาธิการ หรือคณะอะไรก็สุดแต่จะเรียกเถอะครับ

ให้เขาทำหน้าที่ศึกษาแนวทางกำหนดข้อตกลงร่วมกันให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งทางด้านเทคโนโลยีและการป้องกัน อย่าปล่อยให้ต่างคนต่างทำและมีหลายมาตรฐานเลยครับ เพราะเรามีบ้านใกล้ชิดติดกัน เวลามีอะไรตูมตามขึ้นมา มันจะอยู่ร่วมกันไม่ได้

ขอให้ช่วยกัน “หนักอก” หน่อยเถอะครับ


 pet.jpg
ผมต้องขออภัยทุกท่านเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทิ้งช่วงไปอาทิตย์กว่าๆ เนื่องจากมีภารกิจต้องเดินทางไปร่วมประชุมกับหอการค้าภาคเหนือพร้อมกับท่านประธานหอการค้าไทย และคิดไว้ว่า หลังเดินทางกลับ ผมจะนำเรื่อง
Sub Prime มาคุยต่อ เนื่องจากติดตามดูแล้ว เห็นว่าเรื่องนี้ กลายเป็นหนังเรื่องยาวไปเสียแล้ว แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นข่าวที่ท่านปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ท่านได้พูดถึงฐานะกองทุนน้ำมัน ที่สมัยรัฐบาลทักษิณนำไปใช้ตรึงราคาน้ำมัน เมื่อปี 47-48 จนทำให้เป็นหนี้บักโกรกถึง 92,000 ล้านบาท จนกระทั่งขณะนี้ กองทุนยังติดลบอีก 13,100 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีนี้ จะสามารถใช้หนี้หมด ความจริงแล้ว เงินที่เก็บเข้ากองทุนและเงินที่ใช้หนี้ มันก็คือเงินที่เก็บไปจากพวกเราที่ใช้น้ำมันทั้งหลายนั่นแหล่ะครับ โดยเก็บจากน้ำมันเบนซิน 95 จำนวน 4 บาท/ลิตร เก็บจากเบนซิน 91 จำนวน 3.70 บาท/ลิตร เก็บจากดีเซล 1.50 บาท/ลิตร จะเห็นได้ว่า เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ท่านลองคิดสิครับว่า ประเทศไทยเราใช้พลังงานถึง 14 % ของจีดีพี หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เป็นจำนวนถึง 50 % เชียวนะครับ เพราะฉะนั้นสิ้นปี 50 นี้ ใช้หนี้หมดแน่นอน เพราะหนี้เหลืออยู่เพียง 13,100 ล้านบาทเท่านั้น 

ทีนี้ประเด็นที่เราจะคุยมันอยู่ที่ตรงไหนล่ะครับ … ก็คือว่า อยู่ๆท่านรัฐมนตรี ได้เสนอความคิดผ่านสื่อมวลชนออกมาว่า หลังใช้หนี้กองทุนหมดแล้ว กพช. จะตัดสินใจดำเนินการ 2 ทางเลือก 

แนวทางที่ 1 จะให้ลดราคาน้ำมันลง คือ ลดเบนซินและดีเซลลงให้ประชาชนลิตรละ 1 บาท แนวทางที่ 2  จะไม่ลดราคาน้ำมันให้ แต่จะกันเงินไว้ ลิตรละ 1 บาท เพื่อนำไปก่อสร้างระบบขนส่ง เช่นรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ในต่างจังหวัด 

เมื่อเสนอทางเลือกกันมาเช่นนี้ ผมในฐานะที่เป็นประชาชน ผมมีสิทธิ์เลือกหรือเปล่าครับ  แต่ถ้าเลือกได้ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ผมขอเลือกแนวทางที่ 1 ครับ คือให้ลดราคาน้ำมันลง  เหตุผลของผมมีอย่างนี้ครับ คือว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยค่อนข้างลำบาก ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท ผลจากการที่รัฐบาลหยุดโครงการสำคัญๆลง และการบริโภคของประชาชนลดลง แต่ในขณะเดียวกันต้นทุนสินค้าไม่ได้ลดลงเลยครับ ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน ขาดทุน และต้องปิดกิจการเลิกจ้างแรงงานไปหลายราย ซึ่งเป็นข่าวให้เห็นในสื่อว่าคนงานไปแก้ผ้าประท้วงเอาเสื้อใน กางเกงในขว้างปาเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เห็นแล้วผมรู้สึกอนาถใจไม่น้อยเลยครับ ดังนั้น การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอันดับแรกที่รัฐบาลจะต้องทำก่อน โดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณอะไรมาก ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายทีสุด เพื่อเป็นการลดต้นทุนโดยรวมของประเทศ ประกอบกับจะมีการเลือกตั้งในปลายปี มีการใช้เงินกันมากขึ้น มันก็จะเป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงต้นปีหน้า มีแสงสว่างพอที่จะมองเห็นทิศทางกันได้มากขึ้น 

แต่ถ้าย้อนกลับมาถามผมว่า แล้วรถไฟฟ้าไม่อยากได้หรือ ผมก็ตอบโดยไม่ลังเลว่า อยากได้แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับ

เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดต่อไปควรจะคิดและดำเนินการ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ที่จะนำเงินจากกองทุนน้ำมันไปทำ มันสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนหรือเปล่าครับ เรื่องนี้ถ้าเห็นด้วยก็ช่วยกันเชียร์นะครับ

    sub.jpg

    เมื่อ 2-3 วันก่อน มีคนโทรศัพท์มาหาผมหลายคน หลังจากที่ผมเขียนเรื่องโลกร้อนไปแล้ว บอกว่าอยากรู้เรื่อง Sub-Prime บ้าง ว่า มันมีความเป็นมาอย่างไร ทำไมไทยและทั่วโลกจะต้องวิตกกังวลกับมันด้วย ทั้งๆที่ตั้งแต่เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

    ผมเองก็รู้บ้างนิดหน่อย เลยไปศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือบ้าง จากผู้รู้บ้าง เขาบอกว่า “Sub-Prime” หรือ “ซับไพรม์” มีต้นตอมาจาก Sub-Prime Mortgage ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ สินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ที่มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน หรือที่แปลตรงตัวว่า คุณภาพรองลงมา เขาใช้อสังหาริมทรัพย์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันครับ

    บรรดาลูกหนี้ทั้งหลายที่อยู่ในกลุ่ม Sub-Prime นี้ สถาบันการเงินทั่วไปเขาไม่ปล่อยกู้เงินให้ จึงได้มีการตั้งบริษัทอิสระขึ้นมาปล่อยกู้แทน โดยเงินที่บริษัทเหล่านั้นนำมาปล่อยกู้ เขาก็ใช้วิธีออกตราสารหนี้ แล้วใช้อสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้นั่นแหล่ะค้ำประกันตราสารหนี้อีกที ถ้าหากว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เมื่อไหร่ บริษัทเหล่านั้นก็จะขายอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้เพื่อนำเงินไปจ่ายคืนให้คนที่ซื้อตราสารหนี้ ดูแล้วก็เหมือนกับธนาคารที่ยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาดแล้วเอาเงินไปจ่ายคืนให้กับผู้ฝากเงินครับ

    แล้วทำไมปัญหาถึงได้เกิดขึ้น?  เพราะอะไรหรือครับ

    ก็เพราะว่าเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วนี่เอง มีลูกหนี้ Sub-Prime เกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีการขายตราสารหนี้ออกไปทั่วโลก พอมาถึงช่วงนี้ เศรษฐกิจอเมริกาเริ่มมีปัญหา ลูกหนี้กลุ่ม Sub-Prime ก็เริ่มไม่จ่ายหนี้ มิหนำซ้ำ ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ตกลงอย่างรวดเร็ว บริษัทที่ปล่อยเงินกู้ก็เลยซวย 2 ต่อเลยครับ ต่อแรกคือถูฏเบี้ยวหนี้ ต่อสองคือ อสังหาฯราคาตก เลยทำให้เงินไม่พอจ่ายคืนให้กับผู้ซื้อตราสารหนี้

    คราวนี้แหล่ะครับ บรรดาผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ทั้งหลาย ก็เริ่มขาดทุนกันวินาศสันตะโรจากตราสารหนี้ที่ถือไว้ ก็ได้แก่พวกลงทุนเฮดจ์ฟันด์ทั้งหลาย แม้แต่กองทุน ” คาลิเบอร์โกลบอล อินเวสเมนต์ ” ของอังกฤษ ยังถึงขนาดต้องปิดตัวลง หรือกองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง “แบร์สเติร์น “ ก็ยังต้องอัดฉีดเงินช่วยเฮดจ์ฟันด์ของตัวเองถึง 1.6 พันล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท และที่ฝรั่งเศส ” บีเอ็นพี พาริบาส์ “ ก็ประกาศปิด 3 กองทุนชั่วคราว

    แบบนี้เค้าเรียกว่า อเมริกาพาซวย

    พอจะทราบกันแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมทั่วโลกจะต้องไปวิตกกังวลกับมันด้วย ก็เพราะว่า ผลของมันทำให้หุ้นทั่วโลกตกระเนระนาด เมืองไทยก็พลอยโดนกับเขาไปด้วย ทั้งๆที่บ้านเราก็ไม่ได้มีใครไปถือตราสารหนี้ที่ว่านี้เลย แต่มันเป็นผลกระทบเพราะว่าพวกต่างชาติมันเกิดวิตกจริตขึ้นมาก็เลยเทขายยกตลาด บรรดาแมงเม่าทั้งหลายก็เลยซวยไปด้วย

    เมื่อถามว่า งานนี้ใครซวยที่สุดหรือได้รับผลกระทบมากที่สุด    ผมบอกได้เลยครับว่า ผู้ที่ซวยที่สุด ก็คือผู้ที่โลภมากที่สุด เพราะลงทุนมากที่สุดไงครับ    โลภมาก ลาภหายนั่นแหล่ะ

earth.jpgขณะนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัว และวิตกกังวลกับภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นทุกขณะ หลายประเทศต้องเผชิญกับปัญหาความแปรปรวนของอากาศอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาล

อย่างที่อเมริกา อยู่ๆก็เกิดพายุพัดรุนแรง บ้านเรือนพังพินาศ ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ประเทศจีนน้ำท่วมรุนแรงบ่อยมาก ดินถล่ม บ้านเรือนจมน้ำ หนูหนีตายนับร้อยนับพันตัว ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก บางประเทศอากาศร้อนถึง 50 องศา ประชาชนเสียชีวิตนับพันคน และในบางประเทศไม่เคยมีหิมะตกมาเป็นร้อยปีแล้ว อยู่ๆก็มีหิมะตกลงมาอย่างหนัก ถึงกับจัดงานฉลองกันยกใหญ่ 

ความวิปริตแปรปรวนของโลกที่เกิดขึ้นนี้ นักวิทยาศาตร์ นักสิ่งแวดล้อม และนักภูมิศาสตร์ทั้งหลายให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวาง และต่างให้ความเห็นเป็นข้อสรุปที่ตรงกันว่าสาเหตุที่โลกร้อน เป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ” 

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ชาญฉลาด รู้จักดัดแปลงธรรมชาติ และรู้จักประดิษฐ์สิ่งต่างๆขึ้นมาตอบสนองความต้องการของตนเอง นำมาใช้เพื่อความสะดวกสบายของตนเอง ลงทุนวิจัยค้นคว้าพัฒนา เพื่อการดำรงชีวิตและต่อยอดขยายไปในเชิงธุรกิจกันอย่างมโหฬาร แล้วก็ประสบความสำเร็จ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ หลงใหล คลั่งใคล้ในความศิวิไลซ์ของตนเอง สร้างทฤษฎีปลุกเร้าคนรุ่นใหม่ให้เดินเข้าไปสู่วิทยาการและเทคโลโลยีอันเลิศหรู แข่งขันกันใช้ทรัพยากรกันอย่างบ้าคลั่ง สร้างกฏกติกา แบ่งแยกกันต่างๆนานา ข้อตกลงต่างๆในโลกเกิดขึ้นอย่างมากมาย อันเป็นสาเหตุมาจากการแย่งชิงผลประโยชน์กันทั้งสิ้น เป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด

กล่าวคือ แย่งกัน กีดกันกัน แล้วก็ตกลงกัน  ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็หาสาเหตุให้เกิดความชอบธรรม ยกกองกำลังทหารเข้าข่มขู่และห้ำหั่นกัน และในที่สุดก็ทำข้อตกลงกันอีกผมคิดใคร่ครวญดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ฟันธงได้เลยว่า มนุษย์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ฟุ้งเฟ้อกันจนเกินความจำเป็น สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดหรือกิเลสจนเกินความพอดี มุ่งหาความสุขส่วนตัวจนเกินขอบเขต เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ที่พอเพียง ไม่พยายามแสวงหาดุลยภาพในการดำรงชีวิต มุ่งแสวงหากำไร เก็งกำไร จนกลายเป็นการเอาเปรียบ และเบียดเบียนผู้ด้อยโอกาส กอบโกยทรัพยากร เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจจนได้รับผลกระทบกับโลกและประชากรโลก รวมถึงสัตว์ต่างๆอย่างน่าอนาถใจ

ที่เขียนขึ้นมาทั้งหมดนี้ มิใช่เป็นการมองโลกในแง่ร้าย หรือบ่นเพราะความไม่สมหวังอะไรทั้งสิ้น แค่อยากจะบอกว่า ความวุ่นวายทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ หรือการเมืองก็ตาม ล้วนแต่มาจากสาเหตุของความไม่รู้จักพอเพียงแต่เรื่องที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ก็คือมนุษย์ทั้งหลายที่กลับไม่รู้ตัวเองเลยว่า เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์โลก เบียดเบียนธรรมชาติ ทำให้โลกขาดความสมดุล แถมยังเพ้อเจ้อตลอดเวลาว่ามนุษย์คือผู้สร้างสรรค์ กว่าจะรู้ตัวว่ามนุษย์ก็คือผู้ทำลายนั่นแหล่ะ

ปัจจุบันเสียงร้องเริ่มดังขึ้น ขอให้หยุดทำร้ายโลก และหันมาช่วยกันชดเชยกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลายลงไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชาติไหนจะสำเร็จ เพราะประเทศที่เจริญแล้วไม่ยอมให้ความร่วมมือ

ขนาดเราบอกว่า เราจะใช้เศรษฐกิจพอเพียง มันยังไม่เข้าใจเลย กลุ้มครับ …

« Newer Posts